วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ข่าวสารเกี่ยวกับ Technology for Visual Communication

INTEL CORE I7-4770K (HASWELL) PROCESSOR REVIEW
ช่วงนี้เรายินดีต้อนรับท่านเข้าสู่บทความรีวิวการทดสอบสุดยอด Processor จากค่าย Intel ตัวล่าสุดใน 4th Generation Intel Core i7 หรือ Code Name "Haswell" ที่มีกระบวนการผลิตที่ 22nm. แบบ Tri-Gate เช่นเดียวกับ CPU Model ก่อนหน้านี้คือเจ้า Ivy Bridge นั่นเอง  สำหรับการเปิดตัวใหม่ของ CPU Processor ของ Intel ใหม่นี้เราก็มีรุ่น Core i7-4770K ซึ่งถือว่าเป็นตัว Top Line และเป็นตัว Unlock สำหรับปรับแต่ค่าการ Overclock ได้แบบอิสระได้เช่นเดียวกับ CPU Model เก่าอย่าง i7-2600K หรือ i7-3770K นั่นล่ะครับ สังเกตุง่ายๆ ว่ารหัส K ต่อท้ายรุ่น CPU คือมีไว้ Overclock นั่นเอง

        เอาล่ะครับสำหรับการเริ่มต้นรีวิวบทความ CPU ใหม่ของ Intel หรือเจ้า Haswell นั้นผมจะพยายามนำเสนอให้ชมกันแบบเข้าใจง่ายๆ ไม่เจาะอะไรให้ลึกซึ้งมากนัก โดยจะเน้นไปที่ว่ามีอะไรเพิ่มใหม่ ? จุดที่แตกต่างกันแบบชัดเจนคือโครงสร้างส่วนไหนบ้าง
        รูป CPU Intel Core i7 Series ครับ โดยสิ่งที่แตกต่างไปจาก Ivy Bridge นั่นก็คือการออกแบบ Socket ใหม่จากเดิมมี 1155 ขา ใน Haswell นั้นจะลดลงเหลือเพียง 1150 เท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่สามารถจับลงไปใส่กับเมนบอร์ดที่เป็น Socket LGA 1155 ได้อีกต่อไป ถึงแม้จะมีขนาดของ CPU ที่เท่ากันก็ตามแต่ Intel ได้ทำ Mark หรือร่องบากบริเวณ CPU และ Socket ที่ไม่ใช่ต่ำแหน่งเดิมใน LGA 1155 เลยครับ



         สังเกตุได้ง่ายๆ เลยว่า i7-4770K นั้นไม่สามารถใส่กับเมนบอร์ด LGA 1155 ได้อีกต่อไป ดังนั้นเราจำเป็นต้องหาคู่หูใหม่ของ Haswell ด้วยเมนบอร์ดที่มากับชิปเซทใหม่ Intel Z87 Chipset นั่นเอง โดยเมนบอร์ดจะเป็น Socket LGA 1150 นั่งเอง ซึ่งเราจะพูดถึงชิปเซทใหม่ในอีกช่วงของบทความ  จากภาพสังเกตะได้ง่ายๆ เลยว่า เมื่อเอาไปใส่กับเมนบอร์ดรุ่นเก่า จะไม่สามารถใส่ลงไปได้ เพราะร่องบากไม่ตรงกันนั่นเอง...


แนะนำ Logo ใหม่ของ 4th Generation Intel Core i7 อย่างเป็นทางการครับ

สรุป
CPU มีความสำคัญในการออกแบบ ถ้าไม่มีCPU คอมก้เปิดไม่ติด (ผมล้อเล่น)
ผมเชื่อว่า คุณภาพ CPU ยิ่งแรงเท่าไร ยิ่งประมวนผลภาพออกมาเร็ว ช่วยในงานกราฟฟิกได้ไหลได้
และงานของคุณจะออกมาดี



ที่มา



วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับการออกแบบนิเทศศิลป์

Dual Pixel CMOS AF is a groundbreaking technology from Canon that unlocks the potential of Live View, changing forever the way users will capture video and still images with a DSLR camera. Dual Pixel CMOS AF powers incredibly smooth and consistent autofocus – like that of a camcorder – so focus transitions are natural and subjects remain locked in even as they move. It also enables phenomenally accurate and faster-than-ever autofocus through an LCD monitor, allowing the user to realize the unique compositional freedom of angle that Live View is capable of providing. And the compatibility of Dual Pixel CMOS AF with 103* Canon EF lenses empowers the user with exceptional optical tools for nearly limitless creative options. All these remarkable advances are possible thanks to an innovative technological design. For the first time in an EOS camera, the individual pixels on the CMOS sensor are capable of both capturing light and performing phase-difference detection autofocus. This revolutionary leap in Live View autofocus performance cements Live View shooting as an outstanding complement to traditional viewfinder shooting, unleashing wonderful new possibilities for dynamic, creative, high quality video and still capture in more situations than ever before.


นวัตกรรมออโต้โฟกัสแบบใหม่
         ระบบ AF ยุคใหม่เพื่อการถ่ายภาพแบบ LiveView ครั้งแรกของโลก ที่ช่วยให้กล้อง DSLR ของคุณ ถ่ายภาพเคลื่อนไหว ได้สะดวกยิ่งขึ้น เสมือนถ่ายภาพด้วยกล้องวิดีโอ เพราะมีระบบออโต้โฟกัส (AF) ที่ทำงานได้รวดเร็ว แม่นยำ และลื่นไหล พร้อมเสริมประสิทธิภาพการถ่ายภาพนิ่ง ให้จับโฟกัสได้เร็วทันที ช่วยให้คุณสนุกกับอิสระแห่งการถ่ายภาพหลากหลายมุมมอง บนหน้าจอ LCD ปรับหมุนได้ และยังรองรับการใช้งานร่วมกับเลนส์ตระกูล EF ของแคนนอนได้มากถึง 103 รุ่น

เทคโนโลยี Dual Pixel CMOS AF ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ เป็นครั้งแรก Dual Pixel CMOS AF คือการใช้เซ็นเซอร์รับภาพ เป็นตัวโฟกัสภาพ จะว่าไปจริงๆ การนำเอาเซ็นเซอร์ ที่เดิมไว้ใช้ถ่ายภาพ มาทำหน้าที่ในการโฟกัสภาพนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว มีมาได้สักพักแล้ว ในชื่อที่เรียกว่า Hybrid AF ซึ่ง Hybrid AF ใช้แค่พื้นที่ส่วนเล็กๆในภาพ ใช้งานพิกเซลในการทำงาน จับสัญญาน Phase detection เพื่อช่วยโฟกัสอย่างรวดเร็ว (ในเบื้องต้น) แล้วขั้นปลายจึงใช้ Contrast detection มาปรับในขั้นตอนสุดท้าย ให้โฟกัส "เข้าเป้า" การทำงานร่วมกันของสองระบบนี้ ที่เรียกกันในตอนแรกว่าเป็น Hybrid AF (ออโต้โฟกัสแบบ ผสมผสาน ระหว่าง Phase detection กับ Contrast detection ใช้สองอย่างช่วยกันโฟกัส) นั่นคือ สิ่งที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน ในกล้องหลายรุ่น หลายๆ ยี่ห้อทำกัน 


แต่สิ่งที่ Canon ทำให้กับกล้อง Canon EOS 70D นั้น ต้องเรียกได้ว่าเป็น การปฏิวัติรูปแบบการทำงาน ของการโฟกัสภาพด้วยเซ็นเซอร์รับภาพ ก็คือ ทาง Canon ไม่ได้ใช้งานในลักษณะผสมผสาน หรือ Hybrid อีกต่อไป แต่เป็นการทำงานในแบบ Phase detection ล้วนๆ ที่ Canon เรียกว่า Dual Pixel CMOS AF ดังนั้น Dual Pixel CMOS AF จึง ไม่ใช่ระบบโฟกัสแบบ Hybrid AF แต่เป็นสิ่งใหม่ เป็น Phase detection ล้วนๆ ที่ต้องเรียกว่า ครั้งแรกในโลก ตามคำกล่าวอ้างของ Canon เอง ก็คงต้องเชื่อเขาหน่อย ในประเด็นนี้ เพราะเท่าที่ผมเคยใช้งานกล้องมา ก็ยังไม่เคยเจออะไรแบบนี้เหมือนกัน เป็นครั้งแรกของผม ก็น่าจะจริงอย่างที่ Canon เขาว่า "ครั้งแรกของโลก" ก็ ตามนั้นครับ ^ ^ 

ที่มา
http://usa.canon.com/cusa/consumer/products/cameras/standard_display/daf